ความในใจจากผู้สังเกตการณ์ (อย่างห่างๆ)

Posted in Uncategorized on 14/03/2010 by นุ่น
วันนี้อากาศดี แดดดี แต่ที่ไม่ดีคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา
ฝั่งหนึ่งบอกอีกฝ่ายไม่ถูก
อีกฝ่ายบอกฝั่งโน้นต่างหากที่ผิด
บางคนบอกมีคนอยู่เบื้องหลัง
บอกตรงๆ ฉันก็อยากจะเลือกสักฝั่งไปเลย
แต่ฉันก็ไม่สนิทใจที่จะขึ้นกับฝั่งไหนทั้งนั้น
.....
แต่หลังจากคิดไปคิดมาในสิ่งที่หลายๆ คนพร่ำ บ่น พูด เพ้อ
ฉันก็คิดขึ้นได้ว่า
“กรรมคือผลจากการกระทำ”
เออ ฉันเชื่อในกฎแห่งกรรม
ไม่ใช่เพราะพระพุทธเจ้าบอก แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้
เพราะฉะนั้น...
ถ้าคนที่เขาก่อกวนในสายตาคนอื่น แท้จริงเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างที่ฝั่งเขาเข้าใจ
เขาก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี...ในที่สุด
แต่ถ้าทุกอย่างที่เขาทำล้วนมีเบื้องหลัง มีผลประโยชน์
วันหนึ่งเขาก็จะได้รับผลของกรรมเช่นกัน
แต่ถึงจะได้ข้อสรุปเช่นนี้...ฉันก็มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจ
.....
แล้วระหว่างรอชมผลจากการกระทำของแต่ละฝ่าย ฉันได้ทำอะไรลงไปบ้าง
อืมมมมม
หนึ่ง ฉันพยายามทำงานที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด-ถึงแม้มันจะยังดีไม่พอก็ตาม (โหะ)
สอง ฉันพยายามทำงานที่จรรโลงจิตใจและสังคม-ที่อย่างน้อยก็มีฉันคนหนึ่งที่สัมผัสได้ (ฮ่า)
 
“ถ้าเราอยากให้คนที่เห็นต่างกันอย่างรุนแรงกลับมารักกัน
เราอาจต้องใช้วิธีหาสิ่งที่คนทั้งสองฝ่าย ‘เกลียด’ร่วมกันหรือเปล่า?”
 
ฉันเคยคิดเล่นๆ กับพี่คนหนึ่งว่าถ้าเราอยากให้คนที่เห็นต่างกันอย่างรุนแรงกลับมารักกัน
เราอาจต้องใช้วิธีหาสิ่งที่คนทั้งสองฝ่าย “เกลียด” ร่วมกันหรือเปล่า?
จำไม่ได้ว่าความคิดนี้มีที่มาจากอะไร
แต่จำได้ว่าฉันตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสิ่งที่คนเราเกลียดเหมือนๆ กัน
เช่น อุบัติภัยทางธรรมชาติขั้นรุนแรง
.....
ถ้าเราเจอคลื่นยักษ์สึนามิถล่มกรุงเทพฯ ทุกสีจะหยุดทะเลาะแล้วหันมาช่วยเหลือกัน?
ถ้าแผ่นดินไหวถล่มทั้งประเทศจนทุกคนไร้ที่อยู่ ไร้อาหาร
ทุกคนจะหวนตระหนักถึงยุคที่เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและกลับมาสามัคคีกัน?
แต่ถ้าสิ่งที่ฉันเข้าใจมันผิด...
.....
กล่าวคือ การเจอวิกฤตดังที่กล่าวมากลับยิ่งทำให้เราทะเลาะกัน
แย่งอำนาจกัน
ยิ่งแสดงความเห็นแก่ตัวใส่กัน
แผ่นดินกลับยิ่งลุกเป็นไฟ
เลือดจะยิ่งไหลนองอาบแผ่นดิน
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็ไม่แปลกใจ
เพราะคนเราก็คือสัตว์ที่มีสัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดกันอยู่แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้คนต่างจากสัตว์คือ “มโนธรรม”
หากแต่ฉันก็ยังเชื่ออีกเรื่องว่า...
เมื่อชีวิตมันดำเนินไปจนถึงจุดต่ำสุดๆๆ มันจะมีบางสิ่งที่งดงามผุดขึ้นมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
.....
แต่ก็นั่นล่ะ...เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่
ยิ่งถ้าเราเลือกเล่นตำแหน่งผู้ชม-รอเป็นแรงหนุน
แทนที่จะลุกมาเป็นนักปฏิบัติ-ตัวตั้งตัวตีในการก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
...เรายิ่งไม่มีทางรู้ใหญ่เลยว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่
.....
สรุปคือ ฉันก็ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ตายก่อนที่จะได้เห็นภาพที่งดงามนั้น
เพราะฉากโลกสู่สภาวะสันติสุขในหนังฮอลลีวูดจะไม่สมบูรณ์แบบเลย
ถ้าไม่มีคนอย่างฉันคอยปรบมือแสดงยินดี (เหอะๆ)
....
ปล. ใครรู้จักเว็บไดอารี่ออนไลน์ที่ใช้งานง่ายๆ สะดวกๆ บอกที...เว็บนี้ใช้งานยากโคตรๆ
(ยิ่งเจอเน็ตเต่าอย่างที่หอพักเรา ยิ่งโคตรยาก...หงุดหงิดเลยว่ะ)

หน้าชา-หน้าทน

Posted in Uncategorized on 18/02/2010 by นุ่น

หน้าชาเลย เมื่อกี้โดนคอมเม้นต์ว่า “มักง่าย”

เจ็บว่ะ…แต่ดี

มันจะได้จำไม่ทำเหี้ยๆ อย่างนั้นอีก

แต่ใจหนึ่งมันก็เสียใจจนรู้สึกไม่อยากทำแล้ว

ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะรู้สึกผิด

มันเลยเกิดความคิดชั่ววูบ (รึเปล่าไม่แน่ใจ) ว่าจะทำอีก 10 เล่ม

สงสัยใช่มั้ยว่าทำไมต้อง 10

ข้อแรกเพราะตอนนี้เรากำลังทำเล่ม 101 อีก 10 เล่มก็จึงเป็นเล่ม 111…เลขสวยดี อิอิ (ยังมีแก่ใจมาขำอีกกู)

ข้อต่อมา ถ้าออกเลยมันก็ดูแหยไปหน่อย เพราะฉะนั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากูไม่ได้มักง่าย

ข้อสุดท้าย บางคนอาจจะสงสัยถ้ามึงก็ทำได้งั้นทำไมไม่ทำต่อไปเรื่อยๆ ล่ะ ทำไมต้องเลิกทำ

เหตุผลคืออยากเลิกมานานแล้ว มันถึงจุดอิ่มตัวมาหลายครั้งแล้วแต่เราก็ยังทู่ซี้ต่อ แต่ที่ครั้งนี้จะไปไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะการทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ในขณะที่ถืองานเยอะขนาดนี้มันกดดันตัวเองเกินไปหน่อย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรรักพี่เสียดายน้อง มันถึงเวลาที่ควรจะเลือกให้เด็ดขาดเสียที ว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร

แต่ก็นั่นล่ะ กูยังเลิกเลยไม่ได้ ต้องทำหน้าทนอยู่ต่อ…เพราะกูต้องทำให้เขาเสียดายกูก่อน!

ภารกิจประจำปีเสือ!

Posted in Uncategorized on 13/02/2010 by นุ่น

ตอนนี้เรากำลังสับสนในตัวเองอีกแล้ว

ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องอยากทำนู่นทำนี่เต็มไปหมด

มันทำให้เรามึนงงว่าตกลงกูจะเดินไปทางไหนกันแน่

กูอยากจะเป็นคนเขียนหนังสือ?

กูอยากเป็นคนทำนิตยสาร?

กูอยากทำรายการโทรทัศน์?

อย่างนี้เรียกโลภมากหรือเปล่า???

เอาล่ะ ลองมานั่งตั้งสตินะ (ตอนนี้พูดกับตัวเอง ใครไม่เก็ตก็ไม่แปลก (อุเหม่! เขียนดักอย่างกับจะมีมนุษย์แปลกหน้าหลงเข้ามา))

อะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำหรืออยากจะเป็น

หมายถึงเราอยากจะ “ขึ้นชื่อ” ในเรื่องอะไร

เพราะตอนนี้เรากำลังทำตัวยิ่งกว่าเป็ดเสียอีก

คือเป็ดมันยังเลือกทำอยู่สองอย่าง ไม่บินก็ว่ายน้ำ

แต่ตัวกูนั้นกลับอยากทำมากกว่าสอง

…หรือถ้ามีโอกาสอะไรที่เกี่ยวกับตัวหนังสือให้มันได้ทำให้มันได้ลองมันคงขอลองสักตั้งเป็นแน่แท้

แหะๆ เพิ่งรู้วันนี้ล่ะว่าการมีนิสัยรักการเรียนรู้ขั้นกระหายมันก็ทำให้เราสับสนอลหม่านจนมึนได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นกลับมาในเรื่องที่เราต้องตั้งสติกับตัวเอง เพื่อถามตัวเองซิว่า “กูอยากขึ้นชื่อ” ในเรื่องอะไร

เห็นมั้ย นี่ขนาดเขียนหนังสือยังเขียนวนไปวนมาเลย

อืม ถ้าให้ตอบว่าอยากมีชื่อในเรื่องอะไรมันยากนะ แต่ถ้าตอบว่า “ชอบ” ทำอะไรมันคงจะช่วยให้เรากระจ่างแก่ความต้องการของตนมากขึ้น

หนึ่ง เราชอบพูด

สอง เราชอบขี้สังเกต

สาม เราชอบขี้สงสัย

สี่ เราไม่ชอบอยู่เฉยๆ

ห้า เราชอบทำงานที่เกี่ยวกับความรู้สึกของคน เช่น ความรัก ความฝัน ความพยายาม การใช้ชีวิต ฯลฯ

หก เราไม่ชอบทำงานซ้ำซาก

เจ็ด เราชอบถ่ายทอดเรื่องราว (เพียงแต่วิธีการถ่ายทอดเรื่องราวที่เราสามารถทำได้ ณ ตอนนี้คือการถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ)

เออว่ะ! เขียนมาถึงข้อเจ็ดแล้วเพิ่งนิยามความต้องการของตัวเองได้ ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำงานหนังสือเพราะชอบเขียนหนังสือ แต่ที่เราทำงานด้านนี้เพราะเราชอบถ่ายทอดเรื่องราวให้คนอื่นได้รับรู้

และถ้าพิจารณากันจริงๆ จะพบว่าเราถนัดพูดมากกว่าถนัดเขียนเสียอีก

อืม เริ่มเข้าเค้า

ถ้าอย่างนั้น ถ้าพิจารณาจากความชอบแล้วเราเหมาะกับงานอะไร?

เออว่ะ ยังไงๆ เราก็เหมาะกับงานทำรายการโทรทัศน์ เพราะเราไม่ชอบเขียนแต่เราชอบพูดและทำกิจกรรมใช้พลังงานความอึดทั้งหลาย

คิดมาถึงตรงนี้แล้วขนลุก “แล้วทำไมเราไม่เริ่มต้นปลูกในเรื่องการทำรายการโทรทัศน์สักทีวะ”

ในเมื่ออยากทำโทรทัศน์ แล้วเราก็รู้อยู่ว่าคุณสมบัติที่เรา “ขาด” คืออะไร ทำไมเราไม่ลงมือทำ

ทั้งที่รู้มานานว่าสิ่งที่เราขาดคือความรู้เรื่องการเขียนสคริปรายการโทรทัศน์

ซึ่งหนังสือที่สอนเราเขียนสคริปสารคดีก็มีแล้ว แต่ “กูไม่ยอมลงมือทำสักที”

คิดแบบหลักตรรกศาสตร์

ถ้าไม่มีใครสอนหรือไม่มีโอกาสได้ไปฝึกงาน เราก็ต้องฝึกเองก่อน

แต่ถ้าเราไม่อยากฝึกด้วยตัวเอง เราก็ต้องไปฝึกงาน

แต่เมื่อไม่มีใครให้ฝึกงาน มันก็จะกลับมาที่เดิมว่าเราต้องเรียนรู้และเริ่มต้นด้วยตัวเอง

ดูอย่าง เต๋อ-นวพล ดิ

ก่อนที่เต๋อจะมีเงินซื้ออุปกรณ์มาทดลองทำหนังสั้น เต๋อก็เริ่มต้นจากการเขียนใส่สมุด

จนเมื่อมีเงินทุนพอ เขาก็ค่อยซื้อข้าวของและทดลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง-ทำด้วยความลุ่มหลงโดยไม่เหนื่อยเพราะชอบ

แต่เขียนมาถึงตรงนี้ก็ชักสงสัย ถ้ากูชอบงานโทรทัศน์ทำไมเราไม่มีความลุ่มหลง

หรือจริงๆ แล้วเราไม่ทำเพราะเราขี้เกียจ???

ไม่ได้การว่ะ มันต้องลงมือทำ ไมงั้นก็ไม่ได้เริ่มสักที

เขียนๆ แล้วก็คิดขึ้นได้

ตอนไปสัมภาษณ์งานที่อินสไพร์ คุณป๊อก ซีอีโอถามเราว่า “คุณคิดว่าตอนอายุ 35 คุณทำอะไรอยู่”

ตอนนั้นเราตอบไปแบบพล่อยๆ ว่าทำงานโทรทัศน์  อยากเป็นพิธีกรรายการสารคดี

มันดูเหมือนทีเล่นทีจริงนะ แต่เอาเข้าจริงเราก็อยากทำงานนี้มานานและเราก็รู้ตัวมานานว่าเราเหมาะกับงานทางด้านนี้

จะหมั่นไส้เราก็ไม่ว่า แต่เรารู้ตัวว่าเราเอาดีในงานทีวีได้

ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเก่งนะ แต่มันรู้สึกได้ว่าเรามีเชื้ออะไรบางอย่างที่เหมาะแก่งานทางด้านนั้น

นิสัยมันไปโทนคนทำรายการโทรทัศน์มากกว่ามาฝั่งคนทำหนังสือ

เออว่ะ งั้นกูจะเริ่มเขียนสคริปด้วยตัวเอง

ภายในปีนี้จะไปสมัครงานทีวีบูรพาอีก…

รอบนี้เราจะเอาจริง เราจะทำทุกอย่างให้ได้ดีและจะต้องเข้าไปอยู่ในวงการโทรทัศน์ให้ได้

…งานหนังสือเราก็ยังทำนะ เพียงแต่นับจากนี้เราจะเพิ่มความสามารถทางทำทีวี ก็เท่านั้นเอง!

จรรโลงใจดี

Posted in Uncategorized on 02/02/2010 by นุ่น

ปกติเวลาพักสมองจากการปั่นต้นฉบับที่กำลังลนก้นแทบไหม้เราจะชอบอ่านนู่นอ่านนี่ตามเว็บต่างๆ โดยเฉพาะพวกเว็บข่าวต่างประเทศ อย่าง www.dailymail.co.uk

ที่เข้าเว็บนอกหาใช่เพราะอยากโกอินเตอร์ หรืออยากหัวก้าวหน้า แต่เพราะอยากฝึกภาษาและพบว่าเว็บข่าวเมืองนอกน่าสนใจกว่าเว็บในเมืองไทยอยู่หลายขุม (สำหรับเรา)

จริงอยู่ว่าบางข่าวมันก็ไม่ต่างจากพวกสำนักข่าวในเมืองไทยชอบหยิบมาพาดหัวสักเท่าไหร่ แต่มันก็มีอยู่หลายมุมที่เราว่ามันจรรโลงใจกว่าอ่านข่าวจากสื่อไทยหลายสำนัก

ครั้งหนึ่งฉันเคยอ่านข่าวมีนกพันธุ์หนึ่ง จำชื่อไม่ได้ จำได้ว่ามันตัวเล็กๆ เกาะอยู่บนต้นไม้ริมถนน ทั้งต้นเต็มไปด้วยนกพันธุ์นี้ดูคล้ายกับไฟคริสมาสต์ประดับต้นไม้…ฉันชอบข่าวแบบนี้ว่ะ

หรือครั้งหนึ่งมีข่าวหมาพันธุ์โกลเด้นรีทีฟเวอร์ช่วยนายเด็กวัย 9 ขวบ (มั้ง) ให้รอดพ้นจากเสือคูการ์

ข่าวแบบนี้มันจรรโลงใจดี น่ารักด้วย

จากตัวเงินตัวทองถึงวรรคทองคล้องใจ

Posted in Uncategorized on 07/11/2009 by นุ่น

“เขมรบ่นไทยยกเลิกความร่วมมือระหว่างชาติ – ไม่ถูกต้อง”

 เมื่อเห็นข่าวนี้จากเว็บ suthichaiyoon.com ฉันถึงกับสบถในใจ

 ทำไมคนบางคนถึงได้ไม่รู้จักดี เลว บาป บุญ คุณ โทษ เลือกทำตัวให้คนด่าเหี้ย ห่า สารพัดสัตว์ได้ขนาดนี้วะ

 ข่าวนี้ไม่ทำให้ฉันเกลียดประเทศเพื่อนบ้าน แต่มันทำให้ฉันเกลียดไอ้พวกที่ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะเป็น somebody อยากจะมั่งมี “จ้องแต่จะแดกจนเกินงาม”

 เฮ้อ!!!

 หงุดหงิดไปหงุดหงิดมาคำพูดของหญิงเก่งคนหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของฉัน

 คุณปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกหญิงผู้ก่อตั้งกลุ่มสถาปนิกชุมชน หรือกลุ่ม CASE เคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องชีวิตการทำงานในแบบที่นึกถึงผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างที่เธอทำๆ อยู่มาเป็นสิบปี

 คุยไปคุยมาเธอก็บอกว่าด้วยปัญหาเรื่องรายได้ที่ทำให้คนในองค์กรของเธอต้องอยู่อย่างขัดสน เธอก็เลยผุดโปรเจ็กต์บ้านเท็น บ้านเพื่อคนชั้นกลาง และมีรับงานอื่นๆ เพื่อหารายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนงานกว่าหนึ่งร้อยชีวิตที่เธอต้องดูแล

 ฟังเธอเล่ามาถึงตรงนี้ ฉันก็เข้าใจของฉันเองว่าทุกวันนี้เธอคงมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ฉันคิดของฉันเองว่าการทำงานกับคนมีตังค์คงสร้างรายได้ให้กับเธอมากกว่าการทำงานกับผู้ด้อยโอกาสแน่ๆ

 …แต่แล้วฉันก็พบว่าฉันคิดถูกเพียงเศษเสี้ยวเดียว

 คุณปฐมา หรือ พี่ป่อง บอกกับฉันว่าจริงอยู่ว่ารายได้จากการที่โปรเจ็กต์กับคนรวยน่ะมันหล่อเลี้ยงเธอได้ แต่เธอก็พบว่าปัญหาใหญ่ๆ ในชีวิตการทำงานของเธอน่ะมักมาจากคนรวย

 เพราะจากประสบการณ์การทำงานมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ จนถึงวัยสี่สิบต้นๆ เธอพบว่าในปีหนึ่งๆ เธอจะต้องถูกโกงครั้งใหญ่ๆ อยู่สองครั้ง

แน่นอนว่าทั้งสองครั้งนั้นมาจาก ‘คนรวย’

และหลังจากฉันให้เธอลองวิเคราะห์เล่นๆ ว่าเพราะอะไรคนจนถึงไม่ขี้โกงเท่าคนรวย เธอก็ตอบกับฉันว่า

 “เพราะคนรวยน่ะหน้าด้านกว่าคนจน”

 …

 ฉันเป็นคนความจำไม่ดี คำพูดคมๆ ที่หลุดจากปากอริสโตเติล ไอสไตน์ กาลิเลโอ โอปร่า วินฟรี่ ไมเคิล แจ็กสัน แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือแม้กระทั่งคุณเป็ดจากรถไฟฟ้ามาหานะเธอพูดอะไรกับเหมยลี่…ฉันจึงมักจำไม่ค่อยได้

 การที่คำพูดของใครสักคนจะตราตรึงติดหนึบที่หัวสมองของฉันได้แบบถาวร จึงมักจะเป็นประโยคที่ได้ผ่านการพิสูจน์ให้ฉันเห็นกับตากับสมองแล้วว่า “เออว่ะ สิ่งที่เขาพูดมันจริง”

ฉะนั้นเมื่อได้อ่านข่าวฮุนเซนกับทักษิณ ฉันก็ได้วรรคทองคล้องใจวรรคใหม่ทันที

 สงสัยคนรวยหน้าด้านกว่าคนจนอย่างที่พี่ป่องพูดไว้จริงๆ :P

อ่านแล้วคัน

Posted in Uncategorized on 07/11/2009 by นุ่น

เชฟไทยชื่อเสียงระดับโลกอย่าง ชุมพล แจ้งไพร เจ้าของบริษัท Thai Culinary Connection บริษัทรับปรึกษาการจัดตั้งร้านอาหารไทยในต่างแดน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ (ฉบับ 9-15 พฤศจิกายน 52)

“ผมทำได้ทุกส่วน ตั้งแต่หน้าเตา ทำอาหาร จนถึงบริหารจัดการ วางกลยุทธ์การตลาด การเงิน ออกแบบ สร้างสรรค์ ประสบบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เราทำแบบนี้ได้ เราต้องทำมากกว่าเจ้าของ ไม่เคยคิดว่าวันนี้วันทำงานหรือวันหยุด มีความสุขกับการทำงาน เพราะการทำงานต้องมีศักดิ์ศรีและให้เกียรติกัน ถึงจะได้ค่าจ้างแพงๆ แต่ไม่มีความสุข ก็ไม่มีความหมาย

“ในชีวิตที่ผ่านมาก็เคยมีคนปรามาส เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าทำงานเป็นร้อยที่แล้วจึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ อาจจะทำที่เดียวแล้วประสบความสำเร็จสูงสุดก็ได้ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ขนาดหรือปริมาณ แต่วัดกันที่คุณภาพต่างหากว่าอยู่ในระดับไหน

“คนเรามีความฝันได้ แต่อย่าฝันลมๆ แล้งๆ ต้องฝันอยู่บนความจริงที่สามารถทำได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ถ้าเราขาดความฝันก็จะไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีความตั้งใจในการทำงาน ชีวิตก็จะไม่มีความสุข กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องรู้จักแสวงหาในสิ่งที่เราอยากได้ รู้จักเลือก

“คนเราไม่ว่าทำอาชีพอะไร ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุข ทำแล้วเกิดความสนุก รักที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เมื่อเริ่มจากความสุข สุดท้ายผลแห่งความสำเร็จก็จะตามมาเอง”

—————

เว็บข่าวผู้จัดการ astv รายงานข่าวเรื่อง “หมูจิ๋ว” (Micro Pig) เป็นหมูที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ถึง 4 สายพันธุ์ด้วยกัน โตเต็มที่จะมีขนาด 12-16 นิ้ว หนักประมาณ 18-29 กิโลกรัม มีอายุขัยไม่เกิน 18 ปี

ความน่าสนใจของข่าวนี้ นอกเหนือจากที่เราจะได้รับรู้รับทราบเรื่องเทรนด์แปลกๆ ของเหล่าดาราไฮโซ นั่นคือคอมเม้นต์ต่อไปนี้

“พอมาไทย ขายในตลาดต่างๆ คงเลี้ยงไปมาคงตัวเท่าหมา เพราะพี่ไทยเก่งเรื่องย้อมแมว”

…อ่านแล้วนึกถึงเจ้ากระต่ายน้อยตัวจิ๋วที่กำลังเป็นที่นิยมจริงๆ

ปล. ที่จริงอยากจะเขียนยาวกว่านี้แต่รำคาญเน็ตที่หอพักชิบหายเลย

เมื่อไหร่??

Posted in Uncategorized on 04/11/2009 by นุ่น

เป็นอย่างนี้ประจำเลย

งานก็เยอะนะ มีเรื่องต้องทำต้องสะสางเพียบ แต่ก็เบื่อ-หน่าย-ขี้เกี่ยจไม่อยากทำ

สมองมันคิดแต่เรื่องเดิมๆ เรื่องเดิมๆๆ

อยากลาออก อยากเลิกทำงานประจำสัก 2-3 เดือน

แต่ก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร เพราะมีเรื่องต้องใช้จ่ายเงินอยู่พอสมควร ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ก็คงจะไม่พอยาไส้ตัวเองและครอบครัว

เกลียดการถูกบังคับแบบนี้จัง ทั้งที่เราไม่ได้อยากมั่งมีเงินทอง แต่เราก็ยังจำเป็นที่ต้องนึกถึง ต้องให้คุณค่ากับมัน

เมื่อไหร่จะสะบัดบ่วงกรรมนี้หลุดสักที แค่อยากทำงานที่จรรโลงทั้งจิตใจและทั้งปากท้อง…ทำไมมันหายากจัง

โชคดีที่ฉลาด!

Posted in Uncategorized on 30/10/2009 by นุ่น

สุดท้ายฉันก็สามารถปรับปรุงบล็อกจนได้ดั่งใจ

อาจจะเห็นว่าบล็อกหน้าตาบ้านๆ แบบนี้ต้องใช้ความพยายามในการตกแต่งมากเลยเหรอ

ตกแต่งน่ะไม่ยากหรอก แต่มันยากตรงที่กว่าจะหาแผงควบคุมเครื่องไม้เครื่องมือในการปรับแต่ละส่วนเจอ แม่งงมหาอยู่ตั้งหลายชั่วโมง

แต่โชคดีว่าตอนเด็กๆ แม่ให้กินอาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 มาเยอะ ในที่สุดฉันจึงสามารถปรับปรุงบล็อกร้างๆ ให้กลายเป็นบล็อกงามๆ ได้อย่างที่เห็น

ใช่ นี่แหละงามแล้ว…หรือว่าจะเถียง???

ปล. แหม เขียนอย่างกะจะมีประชาชนคนอื่นๆ เขามาอ่าน เพี้ยนจริงๆ :P

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.