วันนี้อากาศดี แดดดี แต่ที่ไม่ดีคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา
ฝั่งหนึ่งบอกอีกฝ่ายไม่ถูก
อีกฝ่ายบอกฝั่งโน้นต่างหากที่ผิด
บางคนบอกมีคนอยู่เบื้องหลัง
บอกตรงๆ ฉันก็อยากจะเลือกสักฝั่งไปเลย
แต่ฉันก็ไม่สนิทใจที่จะขึ้นกับฝั่งไหนทั้งนั้น
.....
แต่หลังจากคิดไปคิดมาในสิ่งที่หลายๆ คนพร่ำ บ่น พูด เพ้อ
ฉันก็คิดขึ้นได้ว่า
“กรรมคือผลจากการกระทำ”
เออ ฉันเชื่อในกฎแห่งกรรม
ไม่ใช่เพราะพระพุทธเจ้าบอก แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้
เพราะฉะนั้น...
ถ้าคนที่เขาก่อกวนในสายตาคนอื่น แท้จริงเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างที่ฝั่งเขาเข้าใจ
เขาก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี...ในที่สุด
แต่ถ้าทุกอย่างที่เขาทำล้วนมีเบื้องหลัง มีผลประโยชน์
วันหนึ่งเขาก็จะได้รับผลของกรรมเช่นกัน
แต่ถึงจะได้ข้อสรุปเช่นนี้...ฉันก็มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจ
.....
แล้วระหว่างรอชมผลจากการกระทำของแต่ละฝ่าย ฉันได้ทำอะไรลงไปบ้าง
อืมมมมม
หนึ่ง ฉันพยายามทำงานที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด-ถึงแม้มันจะยังดีไม่พอก็ตาม (โหะ)
สอง ฉันพยายามทำงานที่จรรโลงจิตใจและสังคม-ที่อย่างน้อยก็มีฉันคนหนึ่งที่สัมผัสได้ (ฮ่า)
“ถ้าเราอยากให้คนที่เห็นต่างกันอย่างรุนแรงกลับมารักกัน
เราอาจต้องใช้วิธีหาสิ่งที่คนทั้งสองฝ่าย ‘เกลียด’ร่วมกันหรือเปล่า?”
ฉันเคยคิดเล่นๆ กับพี่คนหนึ่งว่าถ้าเราอยากให้คนที่เห็นต่างกันอย่างรุนแรงกลับมารักกัน
เราอาจต้องใช้วิธีหาสิ่งที่คนทั้งสองฝ่าย “เกลียด” ร่วมกันหรือเปล่า?
จำไม่ได้ว่าความคิดนี้มีที่มาจากอะไร
แต่จำได้ว่าฉันตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสิ่งที่คนเราเกลียดเหมือนๆ กัน
เช่น อุบัติภัยทางธรรมชาติขั้นรุนแรง
.....
ถ้าเราเจอคลื่นยักษ์สึนามิถล่มกรุงเทพฯ ทุกสีจะหยุดทะเลาะแล้วหันมาช่วยเหลือกัน?
ถ้าแผ่นดินไหวถล่มทั้งประเทศจนทุกคนไร้ที่อยู่ ไร้อาหาร
ทุกคนจะหวนตระหนักถึงยุคที่เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและกลับมาสามัคคีกัน?
แต่ถ้าสิ่งที่ฉันเข้าใจมันผิด...
.....
กล่าวคือ การเจอวิกฤตดังที่กล่าวมากลับยิ่งทำให้เราทะเลาะกัน
แย่งอำนาจกัน
ยิ่งแสดงความเห็นแก่ตัวใส่กัน
แผ่นดินกลับยิ่งลุกเป็นไฟ
เลือดจะยิ่งไหลนองอาบแผ่นดิน
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็ไม่แปลกใจ
เพราะคนเราก็คือสัตว์ที่มีสัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดกันอยู่แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้คนต่างจากสัตว์คือ “มโนธรรม”
หากแต่ฉันก็ยังเชื่ออีกเรื่องว่า...
เมื่อชีวิตมันดำเนินไปจนถึงจุดต่ำสุดๆๆ มันจะมีบางสิ่งที่งดงามผุดขึ้นมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
.....
แต่ก็นั่นล่ะ...เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่
ยิ่งถ้าเราเลือกเล่นตำแหน่งผู้ชม-รอเป็นแรงหนุน
แทนที่จะลุกมาเป็นนักปฏิบัติ-ตัวตั้งตัวตีในการก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
...เรายิ่งไม่มีทางรู้ใหญ่เลยว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่
.....
สรุปคือ ฉันก็ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ตายก่อนที่จะได้เห็นภาพที่งดงามนั้น
เพราะฉากโลกสู่สภาวะสันติสุขในหนังฮอลลีวูดจะไม่สมบูรณ์แบบเลย
ถ้าไม่มีคนอย่างฉันคอยปรบมือแสดงยินดี (เหอะๆ)
....
ปล. ใครรู้จักเว็บไดอารี่ออนไลน์ที่ใช้งานง่ายๆ สะดวกๆ บอกที...เว็บนี้ใช้งานยากโคตรๆ
(ยิ่งเจอเน็ตเต่าอย่างที่หอพักเรา ยิ่งโคตรยาก...หงุดหงิดเลยว่ะ)
Like this:
Be the first to like this post.
This entry was posted on 14/03/2010 at 5:29 pm and is filed under Uncategorized . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed
You can leave a response, or trackback from your own site.